Chapter 1
posted on 26 Dec 2008 15:24 by prap-t-๑-
สิ่งแรกที่เห็นคือกระจกเงา
อาจเป็นเพราะห้องแคบประมาณห้าคูณห้าตารางเมตรนี้ตกอยู่ภายใต้ความมืดอับ ปกติเวลากลางวันหากไม่ได้เปิดไฟก็ไม่ใคร่สว่างอยู่แล้ว เนื่องจากห้องพักหมายเลข 209 นี้อยู่ตรงมุมสุดของหอพัก ถูกแย่งแสงจากอาคารอื่นๆ ครั้นเมื่อเป็นเย็นย่ำยามฝนพรำเช่นนี้ แสงสว่างวูบวาบที่เล็ดลอดมาจากบานหน้าต่างกระจกซึ่งมีอยู่เพียงบานเดียว จึงสะท้อนตามจังหวะครืนครานคำรณมาปรากฏอยู่บนแผ่นกระจกเงา เรียบ ซึ่งผนึกอยู่เหนือโต๊ะเครื่องแป้งในมุมสุดของห้องให้ดูวูบวาบเรืองรองน่าประหลาด
แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์เก่าแก่กะพริบอยู่สองครั้ง ฟังเสียงดัง ‘อืด...' ชั่วอึดใจจึงติดสว่าง
หาก...นั่นแหละ...ความสว่างที่ว่าคือการอาบย้อมทั้งห้องให้กลายเป็นโทนสีเหลืองสลัว จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้เป็นแขกรายใหม่จะมิไยออกปาก
"น้องปีบอยู่ห้องนี้เหรอครับ?"
ปิ่มผลินมองตามสายตาของชายหนุ่มคนถาม...ความจริงก็ไม่เชิง ‘มองตาม' นักหรอก เพราะหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของห้องต้องคอยสะดุดอยู่กับ ‘ชิ้นส่วน' อันไม่พึงประสงค์ให้แขกผู้ใดเห็นอยู่บ่อยๆ ฉะนั้นครั้นเจ้าตัวกวาดสายตาวนกลับมาหยุดลงตรงใบหน้ารูปเรียว หากติดจะมีแก้มอิ่มใสผิดชายทั่วไป แล้วยิ่งพบว่าใบหน้าของแขกรายนั้นผนวกรวมไปด้วยความแคลงใจ ไม่อยากเชื่อ หรืออะไรอีกต่างๆ นานาที่ไม่น่าจะแปลออกมาได้ในทางบวกซักเท่าไหร่ เจ้าของห้องก็ต้องพยักหน้าไปทั้งๆ ที่ยิ้มแหยและกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอสุดขั้น
"ค่...ค่ะ..."
"ดูแล้วน่ากลัวมากกว่าน่าอยู่ใช่มั้ยล่ะคะพี่บุญ?"
ดูเอาเถอะ!
แม่สาวตัวการยังมีหน้าทำตาเป็นประกายส่งเสียงใสเจื้อยแจ้วตามประสา!
ก็ที่จริงน่ะ วันนี้ปิ่มผลินมีนัดเฉพาะกับตุลยาและณหทัยหรอก สองสาวเพื่อนร่วมก๊วนกะเกณฑ์ว่าจะมานั่ง ‘ปั่น' งานส่งอาจารย์ที่ห้องเธอ แต่ปรากฏว่าระหว่างทางจากมหาวิทยาลัย ณหทัยปะเข้ากับ ‘พี่บุญ' สุดที่รักเข้าเสียก่อน เจ้าหล่อนจึงถือโอกาสยัดเยียดให้ชายหนุ่มร่างสูงโย่งช่วยหอบหิ้วสารพันข้าวของตามมาด้วย ทั้งที่ปิ่มผลินน่ะส่งสัญญาณห้ามด้วยการขยิบตาซะจนตาแทบกลับก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
ก็แหม...ไม่ใช่ณหทัยไม่รู้นี่ว่าสภาพห้องของเพื่อนน่ะเป็นยังไง ต้องถามกลับด้วยซ้ำว่า...เมื่อสองวันก่อน...ใครกันที่มาเห็นเป็นครั้งแรกแล้วทำหน้าเบ้ ออกปากโวยวายแทบเป็นแทบตายว่านี่เป็น ‘ห้องคน' หรือ ‘รังหนู'?!
"ก็...ไม่เชิงหรอกครับ..."
นี่ถ้าอีตาคนตอบไม่กวาดตามองรอบห้อง แถมปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะเก้อๆ นั่น ปิ่นผลินก็คงไม่นึกอยากยึดคะแนนสุภาพบุรุษคืนขนาดนี้
"แล้ววันนี้หทัยจะค้างที่นี่เหรอ?"
"ค่ะ ทำไมคะ...พี่บุญอยากค้างด้วยเหรอ?"
ดู่...ดู๊...ดู...ดูเธอทำ!
"เย้ย!"
ทั้งๆ ที่จากคำบอกเล่าก่อนเก่ามา ณหทัยค่อนข้างสนิทสนมกับชายหนุ่ม ทว่าเมื่อเจอไม้นี้ รายนั้นก็ยังไม่วายแสร้งสะดุ้งกลบเกลื่อนอาการหน้าแดงๆ
"พี่จะบอกต่างหากล่ะว่า...ถ้าไม่ได้ค้าง แต่ต้องกลับดึกก็ให้โทรเรียก..." สีหน้าคนพูดเปลี่ยนไปอย่างยากอธิบาย พร้อมๆ กับดวงตาที่หลุบลงด้วยแววขุ่นๆ " ‘พี่ชายของเรา' เขามารับด้วย เป็นผู้หญิงกลับบ้านค่ำๆ มืดๆ คนเดียวมันอันตรายรู้มั้ย?"
"ค่า..." คนรับคำสอน หัวเราะคิกคักอย่างชอบอกชอบใจ
"พี่หัตถ์หนีไม่รอดอยู่แล้วล่ะค่ะ ยังไงซะต่อให้กลับพรุ่งนี้เช้า หทัยก็ต้องจิกให้ขับรถมารับจนได้!"
"ดี..." ดวงตากลมโต สวยหวานเหมือนผู้หญิง ปรากฏเป็นประกาย
"งั้น...ถึงห้องแล้ว พี่คงต้องขอกลับก่อนแล้วกันนะ"
โดยไม่รอให้รุ่นน้องตัวแสบ ‘แทะโลม' อะไรอีก ชายหนุ่มที่ยังอยู่ในชุดเสื้อกล้ามและกางเกงขาสั้นสำหรับใส่ลงสนามบาสเกตบอล ก็หันมาเลิกคิ้วให้หญิงสาวอีกสองรายที่เหลือ
"ลาล่ะครับน้องหมูตุ๋น แล้วก็...น้องปีบ..."
คำสุดท้ายและสายตาถูกหยุดค้างไว้บนดวงหน้าของเจ้าของชื่อ กระนั้นจำต้องถูกเสียงแจ๋วๆ ของณหทัยดึงดูดให้เสไปยังเจ้าหล่อนและส่ายหน้าอีกครั้ง
"กลับบ้านดีๆ นะคะพี่บุญ ระวังอย่าให้โดนสาวฉุดล่ะ หทัยไม่ยอมรับของมีราคีจริงๆ ด้วยเอ้า!"
"เดี๋ยวเถอะ ยัยตัวแสบ!"
รอให้ลับแผ่นหลังกว้างใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามชื้นเหงื่อ (ท่อนขยายความตามหลังนี่อ่านตามสายตาณหทัยล้วนๆ) ปิ่มผลินก็หันมาเฉ่งกับคนข้างกายด้วยคำเดียวกัน
"ยัยตัวแสบ!"
"ตายละ! คำนั้นฉันตั้งใจสงวนไว้ให้พี่บุญเรียกคนเดียวแท้ๆ"
นอกจากจะไม่รู้หนาวรู้ร้อน เจ้าหล่อนน่ะถึงกับยังยิ้มแฉ่งชนิดหุบแก้มไม่ลงเชียวแหละ
"ตัวเองอยากเดินกับกิ๊ก แต่ไม่รู้บ้างเลยรึไงว่าเพื่อนจะต้องอายแทบแทรกแผ่นดินหนี!"
"ฉันก็ไม่เห็นแกจะแทรกซะหน่อยไอ้ปีบ..." ‘ยัยตัวแสบ' ทำเสียงจึ๊กจั๊กขัดใจ
"ทีวันแรกที่ฉันกับยัยหมูตุ๋นมานี่ แกยังไม่เห็นจะอายอะไรเลย"
"เก๊าะ..."
เป็นอันว่าเจ้าของห้องถึงกับหาคำพูดมาเถียงไม่ออก
ชิ! ใครว่าไม่อาย จะว่าไปวันนั้นสภาพห้องเละเหมือนระเบิดลงยิ่งกว่านี้...ชนิดที่คนอยู่เองเข้ามาเห็น ยังอดงงไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำอะไรกับห้องไว้บ้าง (วะ?!)
ทว่า...แล้วไง?!
จะให้มานั่งทำเซื่อง ขวยอาย โดยเฉพาะยอมให้ยัยหทัยจิกได้จิกเอาน่ะ ไม่ใช่คนอย่างปิ่มผลินอยู่แล้ว วันนั้นสาวเจ้าของห้องจึงทำราวกับว่ามันเป็นเรื่องของ ‘ปกติชน' ส่วนคนที่มีปัญหาน่ะคือยัยเพื่อนใหม่ตัวดีเองต่างหาก
ใช่! ไม่ผิดหรอกที่บอกว่าเป็น ‘เพื่อนใหม่'...
ปิ่มผลินเพิ่งรู้จักตุลยาและณหทัยไม่ทันครบสัปดาห์ ทว่ากิจกรรมมากมายตลอดจนงานของคณะที่ถูกสั่งมาสำหรับน้องใหม่ตั้งแต่เปิดเทอมสัปดาห์แรก ก็ทำให้คนไม่รู้จักกลับได้ใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อถูกยัยเพื่อนตัวดีมัดมือชกว่าจะมาทำงานกันที่ห้องของเธอ ("เพราะที่พักแกอยู่ใกล้ที่สุด!") และเห็นสภาพ ‘รังหนู' แจ่มชัดแล้ว สามสาวก็กลายเป็นเพื่อนสนิทร่วมก๊วนที่รู้ไส้รู้พุงกันเป็นอันดีไปในที่สุด
ในหมู่สามคน ณหทัยดูจะเป็นคนที่โดดเด่นที่สุด โดดเด่นแบบที่เห็นครั้งแรกปิ่มผลินก็ไม่คิดว่าจะคบหาเป็นเพื่อนสนิทหรืออยู่กลุ่มเดียวกันได้
ด้วยว่าปิ่มผลินเป็นเด็กต่างจังหวัด ถึงจะค่อนข้างมีฐานะและอยู่ในตัวเมือง แต่ยังไงซะก็ต้องถือว่าเด็กนครปฐมเป็นเด็กต่างจังหวัดอยู่ดี อีกทั้งเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูจากผู้เป็นพ่อ แม่ของหญิงสาวนั้นไม่แข็งแรง จากผู้เป็นที่รักทั้งสองไปตั้งแต่ลูกสาวอายุได้เพียงสองปี และอีกกว่าสิบหกปีหลังจากนั้น...ถ้าแม่รู้เข้าก็คงหวาดหวั่นไม่น้อยว่าตกลงลูกจะโตมาเป็น ‘สาว' หรือเป็น ‘หนุ่ม' กันแน่ ทั้งนี้บางทีตัวลูกเองก็ยังงงกับการเลี้ยงดูในแบบฉบับของผู้เป็นพ่อเช่นกัน
พ่อคงเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองมีลูกชาย หลายครั้งพอสอนสั่งอะไรเพี้ยนๆ จบก็ตบปากตัวเอง แล้วทำหน้าปูเลี่ยนบอกขอเปลี่ยนใหม่ ที่พูดไปมันไม่ใช่สิ่งที่ ‘ลูกผู้หญิง' ควรกระทำ!
ยังไงก็เถอะ ถึงตอนนี้ปิ่มผลินก็เติบโตมาเป็น ‘หญิงสาว' จนได้ ถึงจะเป็นหญิงสาวที่แก่นห้าวไปเสียหน่อย แต่ก็เป็นหญิงสาวที่ผู้เป็นพ่อภาคภูมิใจในความแข็งแรงสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย (อันนี้เข้าขั้นแข็งแรงมากกก...) มันสมอง และหัวใจ ปิ่มผลินไม่เคยทำให้พ่อผิดหวัง หรือทำอย่างที่จะให้ใครมาว่าได้...
"ปีบมันเป็นอย่างนี้ ก็เพราะแม่มันตายไปตั้งแต่มันยังเด็กไงเล้า...!"
เจ้าตัวเป็นคนออกปากบอกผู้เป็นพ่อเองด้วยซ้ำ
"พ่อไม่ต้องมาทำตัวลับๆ ล่อๆ หรอก สงสารเขา จะคบกันก็ต้องให้เกียรติผู้หญิงเขาหน่อย ลองคิดดูว่าถ้ามีผู้ชายมาทำแบบนี้กับลูกสาวตัวเองแล้วพ่อจะว่ายังไง อย่าให้ปีบรู้สึกว่าตัวเองเป็นก้างขวางความสุขของพ่อเลยน่า..."
แต่นั่นแหละ...จนแล้วจนรอดปิ่มผลินก็ยังไม่เห็นแม่ใหม่ซะที ความสงสัยถูกไขกระจ่างเมื่อตอนต้นปีที่หญิงสาวเข้าไปขอพ่อเลือกมาเรียนต่อข้ามจังหวัด (ที่จริงก็แค่นนทบุรี...จังหวัดติดๆ กับบ้านนี่แหละ)
พ่อไม่ได้ว่าอะไร จวบกระทั่งลับหลัง หญิงสาวจึงแอบเห็นว่า ผู้เป็นบิดาเข้าไปหมกตัวนั่งเงียบอยู่ใน ‘ห้องของแม่' ได้ยินเสียงกระซิบคลับคล้ายพ่อกำลังคุยกับใครบางคน
"ในที่สุดลูกเราก็โตแล้วนะคุณ คุณเห็นรึยังว่าผมทำตามสัญญาที่ให้ไว้อย่างดีที่สุด..."
นั่นคือคำตอบ
และเป็นคำตอบของความแข็งแรงเหลือเกินที่หัวใจของผู้เป็นลูก
......................
"เก๊าะ...ที่ไม่อายเพราะแกสองคนเป็นผู้หญิง แต่...พี่บุญนั่นเขาเป็นผู้ชาย!"
"คนอย่างพี่บุญไม่คิดอะไรมากหรอกย่ะ!"
คนที่ไม่คิดอะไร ‘มากกว่า' ส่ายหน้า โบกมือปัด ประโยคถัดมาตาก็เป็นประกายอีกระลอก
"เขาเป็นสุภาพบุรุษ แล้วก็..." เสียงลดเบาเล็กน้อยพอให้หวานหวาม
"นี่ถ้าฉันได้เขาเป็นกิ๊กจริงๆ ก็คงจะดีไม่ใช่เล่น!"
นี่แหละความต่างอันดับต้นๆ ระหว่างปิ่มผลินกับณหทัย
ในขณะที่รายแรกหาญห้าวเป็นลูกสาวกำนัน รายหลังกลับสวยเริ่ดเชิดหยิ่ง เป็นผู้ญิ๊ง ผู้หญิง พอๆ กับที่เป็นคุณนู๊ คุณหนู
แต่ก็อีก...ความไม่น่าคบอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้คนสองคนมาคบกันได้คือความตรง ไร้มารยาจนเลยเถิดถึงขั้น ‘ขวานผ่าซาก' ของสาวเจ้า ข้อเสียข้อนี้เป็นข้อดีที่ตุลยาเคยกระซิบบอกหลังจากต้องสะดุ้งไปเพราะคำพูดของเจ้าหล่อนมาตลอดสองวันแรก
"ก็ดีเหมือนกัน คบกันง่ายดี ดีกว่าคบกับคนปากอย่างใจอย่าง พูดอะไรทีต้องมานั่งคิดแล้วคิดอีก เออะ..."
เสียงตามหลังเป็นเสียงเรอ หาใช่เสียงอุทานเสริมบทแต่อย่างใดไม่
ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าตุลยาเป็นสุภาพสตรีที่อยู่ห่างของกินไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดในปากของเจ้าตัวจะต้องมีลูกอมหรือไม่ก็หมากฝรั่งพอให้แก้มตุงๆ เคี้ยวตุ้ยๆ
มันเป็นอีกเหตุผลหลักที่ทำให้ร่างอวบใหญ่กลับกลายเป็นที่ๆ ไม่มีใครมองเห็น สังคมประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบของระดับชั้นปัญญาชนคือทุกคนต้องพูดๆๆ (เห็นได้ชัดว่าณหทัยเกิดมาเพื่อสิ่งนี้!) การที่ใครซักคนไม่ค่อยเปิดปาก หรือพูดทีก็ด้วยเสียงยานคาง ต่ำๆ เบาๆ...เจ้าตัวมักโชคร้ายกลายเป็นเพียงฝุ่นเงาในที่สุด
"เออะ..." คราวนี้เป็นเสียงต่ำๆ นำประโยค ไม่ใช่เสียงเรอ (แม้มือข้างหนึ่งจะยังขยับถุงป๊อปคอร์นอยู่ไม่ปล่อยก็เถอะ)
"ฟังหทัยพูดพร่ำมาตั้งนาน จะว่าไปตัวจริงพี่บุญเขาก็หล่อดีเหมือนกันนะเนี่ย"
ประโยคแรกของสาวช่างหม่ำ หลังจากปล่อยให้คนนั้นพูดคนนี้พูดมาตลอดตั้งแต่เริ่มเดินทาง ทำให้ณหทัยหันขวับมาถลึงตาใส่
"พี่บุญ - เขา - หล่อ - มาก!!!"
ตุลยาคอย่นจนสำลักข้าวโพด ในขณะที่หญิงสาวรูปร่างตรงกันข้าม คือสูงกงโก้อย่างปิ่มผลิน เบ้ปากกลอกตา
เอาล่ะ ไม่ปฏิเสธหรอกว่าหมอนั่นหน้าตาดี...
‘พี่บุญ' ของณหทัยรูปร่างสูงโย่ง การที่ได้พบกันเมื่อเจ้าตัวอยู่ในชุดแบบนั้นทำให้เห็นว่าเนื้อหนุ่มหนั่นหนาล้วนแน่นไปด้วยมัดกล้าม ผิวสีนวลอ่อนๆ โดยเฉพาะผิวหน้าใสซึ่งเมื่อออกกำลังจะกลายเป็นสีชมพู บ่งบอกถึงความมีสุขภาพดี ผมละเอียดสีน้ำตาลอ่อนค่อนข้างยุ่งเหยิงบนศีรษะได้รูปสวย หน้าผากกว้างหากรับกับเครื่องหน้าต่างๆ ทั้งคิ้วสีน้ำตาล จมูกรั้น ริมฝีปากค่อนข้างอิ่ม และคางกว้างเป็นสันคมอย่างดี โดยเฉพาะสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือดวงตาเป็นประกายแจ่มใสราวลูกแก้ว สีอ่อนของมัน...เมื่อผนวกรวมกับส่วนอื่นๆ แล้วทำให้มองผาดๆ อาจคิดว่าเจ้าตัวเป็นหนุ่มคอเคซอยได้ง่ายๆ
แต่...คงเพราะปิ่มผลินไม่ได้เติบโตมาในแบบฉบับของ ‘ผู้ญิ๊ง...ผู้หญิง' ด้วยกระมัง หญิงสาวจึงไม่เห็นว่า...กะอีแค่ผู้ชายหน้าตาดี...แล้วทำไมมันจะต้องเป็นเรื่องสำคัญยิ่งใหญ่จนณหทัยต้องคอยพูดถึงไม่ว่างเว้นขนาดนั้นด้วย
"นี่...หล่อมั้ยแก?!"
จำได้ว่า ตั้งแต่ยังไม่ทันจำชื่อจำหน้ากันได้ถนัดเท่าไหร่ในวันแรกที่รู้จักกัน สาวรายนั้นก็หยิบรูปถ่ายในกระเป๋าสตางค์มาอวดเสียแล้ว
"พี่บุญ...เพื่อนพี่ชายฉันเอง!"
ปากบอกอย่างว่า แต่อากัปกิริยาที่มีต่อชายหนุ่ม...ซึ่งเมื่อเจอตัวจริงแล้วก็ฟันธงได้ว่าถ่ายรูปไม่ขึ้นเอาเสียเลย... กลับแสดงชัดถึงอาการ ‘เป็นปลื้ม' เกินกว่าจะเป็นแค่ ‘เพื่อนพี่ชาย' ตามสายตาคนปกติ
ณหทัยเล่า (ยาวเป็นมหากาพย์) ให้สองเพื่อนใหม่ (ต้องจำใจ) ฟังว่า จริงแท้ชายหนุ่มในฝันหาใช่ชื่อ ‘บุญ' เช่นที่เรียกกัน...
"...เผอิญตอนเข้ามอสี่นั่นมีคนชื่ออ่านว่า ‘หัด' ซ้ำกันสองคน คือ ‘หัตถ์' ที่แปลว่ามือ...หรือก็คือพี่หัตถ์ของฉันเองนั่นแหละ กับ ‘หัฏฐ์' ที่แปลว่าร่าเริงสบายใจ เพื่อนๆ เขาก็เลยเรียกนามสกุลแทนคือ ‘เอื้อ' มาจาก ‘เอื้ออมรินทร์' แล้วก็ ‘อิ่มบุญ' ที่สุดท้ายลดมาเหลือแค่ ‘บุญ' เฉยๆ อย่างที่เห็น..."
"เรื่องมันเป็นอย่างนี้นี่เอง..."
แม้เสียงต่ำๆ ยานคางของตุลยาจะไร้อารมณ์เช่นเดียวกับใบหน้าของเจ้าหล่อนตลอดกาล แต่มันก็ยังทำให้คนเล่า ‘มีอารมณ์' มากกว่ามองท่าถอนใจโล่งอกของปิ่มผลิน ที่คิดว่าคนเล่าเล่าจบซะทีนั่นแหละ
"นี่! ยังมีเรื่องน่าสนใจกว่านั้น!"
เสียงตื่นเต้นกระตือรือร้นเกินพิกัดตอนนั้น ทำให้ปิ่มผลินเองเป็นคนที่ถูกพิษป๊อปคอร์นติดคอ
"ก็พ่อกับแม่ของพี่บุญน่ะเขาชื่อ ‘ณัฐ' เหมือนกันเลยน่ะสิ ชื่อจริงเลยนะ แล้วคิดดูว่าพอแต่งงานกันก็กลายเป็น ‘ณัฐ อิ่มบุญ' เหมือนกันไปเลย!"
"เออะโห...นี่เองที่เขาว่าการแต่งงานทำให้ทั้งสองกลายเป็นคนๆ เดียวกัน"
"ช่าย..."
สาวเจ้าของเสียงแจ๋ว กุมมือแนบแก้ม (ที่แทบปริเพราะรอยยิ้มค้าง) ดวงตาเคลิ้มฝัน
"โรแมนติกจริงๆ เลยเนอะ พรหมลิขิต...เนื้อคู่..."
"หา?!"
ยัยคนที่หยิบป๊อปคอร์นของตุลยามาเคี้ยวหยับๆ อยู่เป็นนานสองนาน ทำตาโปนโตแบบไม่ห่วงสวย ("ก็ไม่เห็นจะสวยซักกะหน่อย!" : ณหทัย)
"อย่างนี้ก็หมายความว่าพี่แกกะพี่บุญอะไรนี่ ที่จริงเป็นเนื้อคู่กันเหรอ?!"
คนที่ทำหน้าเหมือนอยากจะฆ่าปิ่มผลินในตอนนั้น หันกลับมาสู่โหมดเคลิ้มฝันอีกระลอกในตอนนี้
หลังจากวางข้าวของกองกันบนพื้นห้อง เสียบปลั๊กต่อสายไฟพร้อมใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คทำงาน ณหทัยก็หันมาหยุดความสนอกสนใจไว้ที่ ‘วิธีดูเนื้อคู่' ซึ่งจู่ๆ ปรากฏขึ้นมาจากการเซิร์ชกูเกิ้ลว่า ‘ศิลปะสมัยเก่า'!
"ตายละ...น่าสนใจนะเนี่ย...
"เที่ยงคืน...ดับไฟให้หมดและจุดเทียนไขที่หน้ากระจกเงา ปอกแอปเปิ้ลหน้ากระจกโดยตาจ้องมองเปลวเทียนตรงหน้า ตั้งสมาธิอธิษฐานขอเห็นเนื้อคู่ ปอกช้าๆ อย่าให้เปลือกขาด กระจกจะค่อยๆ เลือนรางจนกลายเป็นรูปเนื้อคู่ของคุณ..."
"นี่! แทนที่จะทำงาน มัวแต่สนใจอะไรไร้สาระ" เจ้าของห้องค่อนขอดข้ามมาจากหน้าโน้ตบุ๊คอีกเครื่อง
"อยากดูล่ะสิว่า คนในกระจกจะเป็นพี่บุญของหทัยรึเปล่า?"
คำถามนั้นแทบจะทำให้สาวห้าวโผนเข้าไปฉีกอกตุลยา
‘ปลุกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกทำม้ายยย...?!'
"เออะ...ว่าแต่...เมื่อกี้ตอนพูดถึงพี่ชายหทัย ทำไมพี่บุญเขาต้องทำหน้าแปลกๆ ด้วยล่ะ?"
ตาดีเหลือเกินนะ!
ยังไม่ทันได้ออกปากพูดตามใจคิด ปิ่มผลินก็ต้องแปลกใจที่พบว่าเพื่อนอีกรายกลับทำหน้าหุบ
ตุลยายังไม่วาย
"อยะ...อย่าบอกนะว่าที่หทัยต้องค้างเติ่งอยู่อย่างนี้ก็เพราะพี่ชายหวง?!"
"ถึงฉันจะสวยขนาด แต่นั่นก็ยัง..."
‘คนสวย' ยักไหล่
"ผิดย่ะ!"
"หละ...แล้วทำไม...?"
โดยไม่รอให้สาวอ้วนถามจบประโยค ณหทัยพ่นลมหายใจรุนแรง พูดเสียงกระแทกทั้งดวงตาแดงเป็นประกายอาฆาต หงุดหงิดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
"ปัดโถ่เอ๊ย! ผู้ชายสองคนจะตีกันเพราะสาเหตุอะไรล่ะถ้าไม่ใช่เรื่องผู้หญิง!!!"
สิ้นคำ เสียงครืนครานที่ครางคลอบรรยากาศตลอดมา กลับเพิ่มพลานุภาพกึกก้องจนรู้สึกทั้งห้องสะเทือนสะท้าน แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์เก่าแก่และหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งสามเครื่องดับวูบในฉับพลัน ทั้งห้องตกอยู่ในความมืดพร้อมๆ กับเสียงร้องลั่นตกใจของทั้งสาม
สายอสุนีบาตฟาดบนแผ่นฟ้าเป็นเส้นหงิกงอ สะท้อนประกายขาววาบลงบนสิ่งที่สุดท้ายที่ต่างได้เห็น...
กระจกเงา!
...................
ปราปต์
26/12/51